Akita the True Beauty of Tohoku

 

ร่วมกันเดินทางสู่ ‘Akita’ ดินแดนแห่งหิมะขาวและความหนาวเย็นในภาคเหนือ หรือ ภูมิภาคโทโฮขุ ของญี่ปุ่น สัมผัสธรรมชาติงาม วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันหลากหลาย เก็บเกี่ยวความประทับใจอันไม่รู้ลืม กับดินแดนที่หากได้ไปเยือนสักครั้ง จะต้องตกหลุมรัก!

 

เมือง Akita City “The Passage to Tohoku”

สวน Senshu Park, Akita City

สวนสวยสี่ฤดูใจกลางเมือง ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิช่วงปลายเดือนเมษายน ซากุระกว่า 800 ต้น จะพร้อมใจกันผลิดอกสีชมพูหวาน ศูนย์กลางของสวนนี้คือเนินเขา ที่ตั้งของปราสาทโบราณยุคปี ค.ศ. 1600 ชื่อ ‘ปราสาทคูโบต้า’ (Kubota Castle) เป็นปราสาทกึ่งป้อมปราการที่ไดเมียวตระกูลซาตาเกะ ใช้เป็นศูนย์กลางปกครอง

 

 

ประวัติเล่าว่าหลังสงครามกลางเมืองยุติลง ซามูไรตระกูลซาตาเกะพ่ายแพ้ จึงถูกโชกุนโตกุกาวะเนรเทศให้มาอยู่ภาคเหนือของเกาะฮอนชู ในสวนนี้มีอนุสาวรีย์ของไดเมียวซาตาเกะ และศาลเจ้าชินโตที่มีซุ้มประตูโทริอิสีแดงเรียงรายสวยงาม

 

Kanto Museum, Akita City

เทศกาลโคมไฟ (Kanto Festival) ของ Akita City ถือเป็นเทศกาลโคมไฟยิ่งใหญ่ และสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น จัดกันทุกปีช่วงวันที่ 3-6 สิงหาคม โดยงานนี้ถือเป็น 1 ใน 6 เทศกาลใหญ่สุดของภูมิภาคโทโฮขุ จัดเพื่อให้เกิดโชคดีสำหรับฤดูเก็บเกี่ยวของชาวนา เพราะอะคิตะเป็นเมืองเกษตรกรรม โคมไฟแต่ละอันในขบวนแห่จะผูกติดอยู่กับก้านไม้ไผ่ยาว 2-6 เมตร กวัดแกว่งไปมาอย่างพลิ้วไหวประดุจรวงข้าวต้องลม ผู้ถือโคมไฟจึงต้องมีความชำนาญในการรักษาสมดุลย์ ไม่ให้โคมไฟตกลงมาซะก่อน นับเป็นงานเทศกาลที่สนุกและมีสีสันมาก

 


 

เมือง Oga “The Origin of Namahage”

Namahage Monument, Oga

ในระหว่างเส้นทางเลียบทะเลจากเมือง Akita City สู่เมือง Oga มีรูปปั้นขนาดใหญ่สูงนับ 10 เมตร ของ ‘ยักษ์นามาฮาเกะ’ (Namahage) สองตนยืนจังก้าอยู่ริมทาง สะท้อนเรื่องราวความเชื่อของนามาฮาเกะ กับผู้คนในภูมิภาคโทโฮขุ  กำเนิดนามาฮาเกะมีหลายตำนาน ส่วนหนึ่งเชื่อว่าต้นกำเนิดของนามาฮาเกะมาจากประเทศจีน เป็นเทพเจ้าหรือยักษ์แห่งขุนเขา ซึ่งจะโผล่ออกมาแสดงตนในช่วงสิ้นปีที่กำลังหนาวเย็น โดยจะเข้าไปในบ้าน เพื่อตามหาเด็กเกียจคร้านและเด็กที่ชอบพูดโกหก ไม่ว่าไปที่ไหนในอะคิตะ เราก็จะพบนามาฮาเกะได้เสมอ

 

 Namahage Museum, Oga

พิพิธภัณฑ์นามาฮาเกะในเมืองโอกะ เป็นสถานที่ยอดเยี่ยมในการเรียนรู้ถึงประวัติความเป็นมา และรูปลักษณ์ที่แท้จริงของยักษ์นามาฮาเกะตามความเชื่อของชาวอะคิตะ แม้ไม่ใหญ่โต แต่พิพิธภัณฑ์นี้ก็จัดเป็นสัดส่วนอย่างยอดเยี่ยม ตั้งแต่ห้องชมวิดีทัศน์, ห้องแสดงหุ่นนามาฮาเกะนับร้อยตัว ที่มีหน้ากากทั้งสวยทั้งแปลกไม่ซ้ำกันเลยสักตัวเดียว รวมถึงยังมีชุดยักษ์นามาฮาเกะให้เราลองใส่ ถ่ายภาพเล่นด้วย เสร็จแล้วก่อนกลับก็มีร้านขายของที่ระลึก ให้ช้อปปิ้งสินค้านามาฮาเกะกลับไปฝากกันด้วย

 

 

Namahege Shrine, Oga

ในฐานะที่เป็นเมืองต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องยักษ์นามาฮาเกะในญี่ปุ่น เมืองโอกะจึงมีศาลเจ้าโบราณ อายุหลายร้อยปีชื่อ ‘ศาลเจ้าชินซัน’ (Shinzan Shrine) ตั้งอยู่กลางป่าสนลึกลับ อันเป็นศาลเจ้าแห่งนามาฮาเกะที่ควรเคารพ ทุกปีช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จะมี ‘งานเทศกาลนามาฮาเกะ เซโด’ เป็นขบวนแห่ยักษ์นามาฮาเกะลงมาจากภูเขาหิมะอันน่าตื่นตาตื่นใจ โดยปี 2017 งาน Namahage Sedo Festival จัดเมื่อวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ ที่ศาลเจ้าชินซัน

 

Spectacular seaside landscape, Oga

เมืองโอกะมีลักษณะเป็นหัวแหลมขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเลญี่ปุ่น หรือ Sea of Japan โดยชายฝั่งด้านนี้หันออกไปทางทิศตะวันตก จึงเหมาะในการไปชมอาทิตย์อัสดงลงทะเล ณ ประภาคารโอกะ ซึ่งในบริเวณใกล้กันมีร้านขายของที่ระลึกท้องถิ่นน่ารักๆ และร้านอาหารข้าวหน้าซีฟู้ดที่สดอร่อยสุดๆ

 


 

  เมือง Daisen “Ancient Wisdom Heritage”

 Suzuki Shuzoten Sake Brewery, Daisen

เหล้าสาเกเป็นเครื่องดื่มอันเก่าแก่ของแดนอาทิตย์อุทัย โดยอะคิตะมีชื่อเสียงในการเป็นแหล่งผลิตเหล้าสาเกชั้นเลิศ เพราะอะคิตะมีน้ำและดินดี จึงปลูกข้าวได้คุณภาพ อีกทั้งอากาศแถบนี้เย็นจัด การบ่มหมักยีสต์ในข้าวที่ใช้ทำเหล้าสาเกจึงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ไม่มีรสขมติดลิ้นแบบเหล้าสาเกจากภาคอื่น ‘Suzuki Shuzoten’ เป็นหนึ่งในโรงงานผลิตเหล้าสาเกที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และไดเมียวซาตะเกะถึงกับออกปากชมว่า ที่นี่ผลิตเหล้าสาเกได้อร่อยที่สุดในอะคิตะ โรงงานเปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1689 ปัจจุบันทำติดต่อกันมาเป็นรุ่นที่ 19 แล้ว ยังผลิตด้วยกรรมวิธีโบราณ สามารถเข้าชมโรงงานได้ด้วย

 

Omagari Firework, Daisen

ในช่วงเสาร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมทุกปีที่เมืองโอมาการิ (Omagari City) จะมีการจัด ‘งานเทศกาลดอกไม้ไฟ’ (Omagari Firework Festival) ที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในญี่ปุ่น เพราะดินแดนโทโฮขุเป็นแหล่งผลิตดอกไม้ไฟอันมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ งานนี้คนญี่ปุ่นเรียกว่า ‘Hanabi Taikai’ เป็นช่วงซึ่งที่พักหายากมาก อาจต้องจองข้ามปีกันเลย งานนี้เราจะได้ตื่นตาตื่นใจกับการแข่งขันจุดพลุ และดอกไม้ไฟจากสุดยอดช่างทำพลุของญี่ปุ่น ที่มาโชว์ฝีมือแข่งกันแบบไม่มีใครยอมใครแน่นอน

 

 


 

เมือง Semboku “Harmony of Nature & Culture”

Samurai Village Kakunodate, Semboku

หมู่บ้านซามูไรคาคุโนดาเตะ (Kakunodate Samurai Village) เป็นย่านซามูไรเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เราจึงสัมผัสได้ถึงก้าวย่างสู่อดีตก่อนยุคเมจิ (ญี่ปุ่นสมัยใหม่) มีซามูไรกว่า 80 ตระกูล อาศัยทำการค้าอยู่แถบนี้ ปัจจุบันมีบ้านซามูไร 6-8 หลัง เปิดให้เข้าชม แถมยังมีร้านให้เช่าชุดกิโมโนและชุดซามูไรใส่เดินเที่ยวถ่ายรูปได้ตลอดวัน สลับกับการนั่งพักดื่มชา หมู่บ้านซามูไรแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนหมู่บ้านซามูไร (Samurai District) และโซนค้าขาย (Merchant District) สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1620 ถ้ามาเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระสีชมพูสองฝั่งถนนจะเบ่งบานน่าตื่นตาตื่นใจ

 

For the less energetic, there is time to relax and drink tea. In the Samurai village, the two separate zones are the Samurai District and the Merchant District, which commenced being built in 1620.  For those who visit in the Spring season, the roadside cheery trees are covered in beautiful cherry blossoms.

  Sakura Souvenir DIY, Semboku

เป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่เมืองเซมโบขุจัดขึ้นให้นักท่องเที่ยว ในลักษณะของกลุ่มพิเศษที่จองล่วงหน้า โดยเป็นการนำเปลือกไม้จากต้นยามะซากุระ ซึ่งเติบโตอยู่บนภูเขาสูงและหายากในเมือง Kakunodate มาประดิษฐ์เป็นรูปทรงหรือตัวอักษรติดบนแผ่นไม้ แล้วรีดด้วยเหล็กร้อนจนเปลือกซากุระผนึกแน่นกับแผ่นไม้ เก็บไว้ดูเป็นที่ของระลึกเก๋ไก๋จากฝีมือเราเอง งานศิลปะจากเปลือกซากุระนี้ เป็นหนึ่งในงานหัตศิลป์ที่คิดค้นขึ้นโดยซามูไรในสมัยโบราณ คือเมื่อมีเวลาว่างซามูไรจะทำกล่องใส่ของไว้ใช้เอง เช่น กล่องอาหารเบนโตะ เป็นต้น

 

Tazawa Lake, Semboku

นี่คือทะเลสาบลึกที่สุดของญี่ปุ่น ครองสถิติลึกกว่า 423 เมตร เป็นทะเลสาบในปากปล่องภูเขาไฟเก่าที่ดับสนิทแล้ว เราจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมในช่วงฤดูหนาว น้ำในทะเลสาบจึงไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง เพราะมีความร้อนจากใต้พิภพผุดขึ้นมาจากก้นทะเลสาบนั่นเอง ทะเลสาบทาซาวะมีตำนานความรักของเจ้าหญิง Tatsuko กับ Hachiro อันอบอุ่น ลองไปสัมผัสเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง แล้วจะรู้สึกถึงความโรแมนติก ที่น่าเก็บภาพไว้จดจำตลอดไป

 

Nyuto Onsen, Semboku

สึรุโนะยุ ออนเซน (Tsurunoyu Secret Onsen) เป็น 1 ใน 8 ที่พักไสตล์ออนเซนเรียวกังของย่าน นิวโตะ (Nyuto Onsen) สึรุโนะยุ ออนเซน เป็นบ่อน้ำแร่ร้อนออนเซนอันลี้ลับกลางหุบเขาหนาวเย็น ซึ่งไดเมียวและเหล่าซามูไรเคยมาอาบแช่เมื่อหลายร้อยปีก่อน นับเป็นหนึ่งในออนเซนที่คนญี่ปุ่นต้องการมาอาบแช่สักครั้งในชีวิต เพราะน้ำสีนมเทอร์ควอยต์ของที่นี่อุดมด้วยแร่ธาตุ ได้อาบแช่แล้วผ่อนคลายกายใจ ช่วยให้สุขภาพดีจริง

 

 Tazawako Ski Area, Semboku

ที่เชิงเขาด้านตะวันตกของภูเขาโคมากาตาเกะ (Mt. Komagatake) บริเวณริมทะเลสาบทาซาวะ คือลานสกีอันมีชื่อเสียงของอะคิตะ เพราะเป็นภูเขาหนาวเย็นที่เหมาะเล่นสกีและสโนว์บอร์ดมาก ทุกปีในฤดูหนาวจึงมีการจัดแข่งขันสกีรายการใหญ่ๆ ขึ้นที่นี่ ลานสกีนี้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 ต้อนรับนักเล่นสกีตั้งแต่ระดับฝึกหัดจนถึงทีมชาติ อีกทั้งทิวทัศน์ก็งดงาม มองเห็นทะเลสาบทาซาวะอยู่เบื้องล่าง และมีเคเบิลคาร์ หรือรถกระเช้ากอนโดล่า พาขึ้นไปบนภูเขาสูงด้วย

 

Seisetsukan Farmer House, Semboku

ใครมาเที่ยวอะคิตะแล้วอยากสัมผัสชีวิตคนท้องถิ่นที่ผูกพันอยู่กับเกษตรอย่างลึกซึ้ง ให้ไปพักค้างแรมที่ ‘ฟาร์มสเตย์ไซเซตสึกัง’ ที่พักแนว Eco-Agro แสนน่ารัก อบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน โดยมีเจ้าบ้านใจดีคอยดูแลอาหาร ห้องพัก และอำนวยความสะดวก พร้อมด้วยกิจกรรมตามฤดูกาล ทั้งพาเราไปทำนาปลูกข้าว ปลูกผัก เก็บผัก เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ส่วนฤดูหนาวก็ออกไปเล่นหิมะกันให้ฉ่ำไปเลย

(โทร. 0187-48-2914 หรือ www.akita-gt.org/stay/minshuku/seisetsukan.html.)

 


เมือง Ugo “Peaceful Way of Life”

Bon Odori Dance & Museum, Ugo

‘เทศกาลบอน โอโดริ’ (Bon Odori) เป็นเทศกาลใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของอะคิตะ จัดกันช่วงวันที่ 15-18 สิงหาคมทุกปี คล้ายการกลับบ้านมารวมญาติเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ และมีการจัดขบวนแห่ฟ้อนรำกันไป ตามท้องถนน ด้วยชุด หมวก และท่วงท่าลีลาเป็นเอกลักษณ์ แม้เราจะไปเที่ยวไม่ตรงกับช่วงเทศกาล ที่เมืองอูโกะเขาก็มีพิพิธภัณฑ์บอน โอโดริ ให้เข้าชม จะมีสาวน้อยน่ารักมาสาธิตฟ้อนรำให้ชมด้วย

 

 Farmer Market, Ugo

อูโกะ เป็นเมืองที่ผู้คนปลูกพืชผักผลไม้ทำไร่ไถนากันมาหลายชั่วอายุคน และการขายผลผลิตที่ได้ ในแบบที่ดูดีด้วย เขาจึงสร้าง ‘ตลาดเกษตรกร’ หรือ Farmer Market ขึ้นมา จริงๆ แล้วนี่คือซุปเปอร์มาเก็ตทันสมัยขนาดใหญ่ เน้นการนำพืชผักผลไม้ รวมถึงงานหัตถกรรมท้องถิ่นของอะคิตะ มาจำหน่าย ราคาไม่แพง บรรยากาศเป็นกันเอง ใครชื่นชอบแอปเปิ้ลอะคิตะ และสตรอว์เบอร์รี่ลูกโต กลิ่นหอม รสหวานฉ่ำ มาที่นี่ไม่ผิดหวัง ตลาดนี้ตั้งอยู่กลางเมืองอูโกะ เปิดเวลา 9.00-18.00 น. ทุกวัน

 


Akita Guide

Best season : เที่ยวอะคิตะได้ 4 ฤดู ไปดูซากุระต้องปลายเดือนเมษายน ไปเดินป่าเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน และไปเล่นหิมะเดือนธันวาคม-มีนาคม
Getting there : จากไทยบินไปสนามบินนาริตะ (ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 10 นาที) แล้วต่อรถไฟชินงันเซนไปอะคิตะ ใช้เวลา 4 ชั่วโมง (ควรซื้อตั๋วรถไฟ JR Pass ไปก่อนจากเมืองไทย จะได้ลดค่าตั๋ว) หรือจากไทยบินไปลงที่นาริตะ แล้วต่อเครื่องบินที่สนามบินฮาเนดะ-อะคิตะ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5 นาที  (Japan Airline และ All Nippon Airline มีเที่ยวบินตรงไปฮาเนดะ และต่อเครื่องไปอะคิตะได้เลย สะดวกไม่ต้องโหลดกระเป๋าใหม่ แต่ตั๋วแพง)
Overnight : Akita City แนะนำ Comfort Hotel Akita (http://en.directrooms.com) / ย่านนิวโตะออนเซน แนะนำ Plaza Hotel Sanrokuso (www.booking.com) / ย่านหมู่บ้านซามูไร เมืองเซมโบขุ แนะนำ Tazawako Kogen Resort Hotel New Sky (http://travel.rakuten.com)
More info : www.japan-guide.com/list/e1203.html และ www.pareetravel.com